PRIMEX ดีไหมในปี 2026? เหมาะกับคนไทยไหม และสิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ
รีวิวโบรกเกอร์
简体中文
繁體中文
English
Pусский
日本語
ภาษาไทย
Tiếng Việt
Bahasa Indonesia
Español
हिन्दी
Filippiiniläinen
Français
Deutsch
Português
Türkçe
한국어
العربية
บทคัดย่อ:3 กลยุทธ์พื้นฐานในตลาดฟอเร็กซ์เพื่อใช้เพิ่มโอกาสในการทำกำไร

การพัฒนากลยุทธ์การเทรด Forex ให้ประสบความสำเร็จนั้นต้องใช้เวลา ความพยายาม และความเข้าใจในตลาดอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าคุณจะยังใหม่กับการเทรด Forex หรือเป็นเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์เพียงพอแล้วก็ตาม การมีกลยุทธ์ที่มั่นคงสามารถช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายในการเทรดและจัดการความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี แต่คุณอาจจะยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าควรจะเริ่มต้นจากอะไรในการพัฒนากลยุทธ์ และนี้คือ 3 กลยุทธ์พื้นฐานในตลาดฟอเร็กซ์เพื่อใช้เพิ่มโอกาสในการทำกำไร
1. กลยุทธ์การเทรดแบบตามเทรนด์ (Trend Following Strategy) เป็นกลยุทธ์ที่เน้นการติดตามและนำเทรนด์ของตลาดในการตัดสินใจซื้อขาย โดยกลยุทธ์นี้มีลักษณะดังนี้:
การระบุเทรนด์: ในกลยุทธ์นี้ เราจะพยายามระบุแนวโน้มของตลาดว่าเป็นแนวโน้มขาขึ้น (uptrend) หรือแนวโน้มขาลง (downtrend) โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์เทคนิค เช่น เส้นเทรนด์ แบบเจ้าของแนวโน้ม หรือแบบเบต้า
เปิดออเดอร์ในทิศทางเทรนด์: เมื่อเราระบุแนวโน้มเทรนด์แล้ว เราจะเปิดออเดอร์ที่สอดคล้องกับทิศทางของเทรนด์ หากเทรนด์เป็นขาขึ้น เราจะพิจารณาเปิดออเดอร์ซื้อ (buy) และหากเทรนด์เป็นขาลง เราจะพิจารณาเปิดออเดอร์ขาย (sell)
การบริหารจัดการความเสี่ยง: เป็นส่วนสำคัญในการใช้กลยุทธ์นี้ โดยควรมีการกำหนดระดับหยุดขาดทุน (stop-loss) เพื่อป้องกันการขาดทุนที่เกินความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยง
การบริหารจัดการกำไร: เราสามารถใช้เครื่องมือบริหารจัดการกำไร เช่น การตั้งระดับหยุดกำไร (take-profit) เพื่อให้เก็บกำไรเมื่อตลาดเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่ต้องการ

2. กลยุทธ์การซื้อขายแบบสวนกระแส (Counter-Trend Trading Strategy): คือการเทรด Forex ในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับแนวโน้มของตลาด หรือกราฟราคา โดยมีเส้นเทรนด์ไลน์ (Trend Line) เป็นตัวบอกทิศทาง เช่น เส้นเทรนด์ไลน์บอกว่าตลาดทิศทางขาลง แล้วเราเลือกเปิดออเดอร์ซื้อ (Buy) หรือ เส้นเทรนด์ไลน์บอกว่าตลาดขาขึ้น เราเปิดออเดอร์ขาย (Sell) เป็นต้น ซึ่งการเทรด Forex แบบสวนเทรนด์ เป็นการเทรดที่มีความเสี่ยงสูงมาก และสามารถทำกำไรได้มากเช่นกัน จึงเหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ชื่นชอบการเทรดระยะสั้น

3. กลยุทธ์การซื้อขายแบบเทรนด์สั้น (Scalping Strategy) เป็นกลยุทธ์ที่เน้นการเข้า-ออกที่รวดเร็วในระยะเวลาสั้น ส่วนใหญ่ก็จะเล่นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เช่นไม่เกิน 2-3 ชั่วโมงหรือบางทีอาจจะมากกว่า หรือน้อยกว่านี้ TF ที่นิยมเล่นกันคือตั้งแต่ 1 นาทีไปจนถึง 5,15, 30 นาที โดยใช้ TF 1 ชั่วโมงเป็นตัวคุมภาพรวม และใช้TF รายวันเพื่อดูแนมโน้มในวันถัดไป กลยุทธ์การซื้อขาย Scalping สามารถใช้กับตลาดการเงินต่างๆ ได้หลายประเภท จึงมีบทบาททั้งในตลาดหุ้น การซื้อขาย Forex และสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) อย่างไรก็ตาม การเทรดวิธีนี้เป็นกลยุทธ์ที่อาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน เนื่องจากต้องใช้ความเข้าใจขั้นสูงเกี่ยวกับกลไกตลาดประกอบกับการตัดสินใจที่รวดเร็ว และต้องมีวินัยอย่างมาก รวมถึงมักต้องตกอยู่ภายใต้ความเครียด

อ่านข่าวสาร Forex ทั่วโลกเพิ่มเติมคลิกเลย : https://www.wikifx.com/th/original.html
ก่อนที่จะเลือกเทรดกับโบรกเกอร์ไหนก็ตาม แอดเหยี่ยวอยากให้ศึกษารายละเอียดให้ดีเสียก่อน จะได้ไม่มาเสียใจภายหลัง ถือว่าแอดเตือนแล้วนะ!!! ที่สำคัญอย่าลืมมาตรวจสอบใบอนุญาตโบรกเกอร์ Forex และอ่านรีวิวข้อมูลต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ ผ่านแอป WikiFX เพียงแค่ไปค้นหาชื่อก็เจอข้อมูล ใครที่อยากได้ความรู้ เทคนิค กลยุทธ์การเทรด หรือการวิเคราะห์แนวโน้มตลาด ก็สามารถเข้ามาอ่านได้ แอปเดียวที่จบครบเรื่อง Forex ดาวน์โหลดฟรี !

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
มุมมองในบทความนี้แสดงถึงมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน สำหรับแพลตฟอร์มนี้ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนและทันเวลาของข้อมูลบทความ และไม่รับผิดชอบต่อการสูญเสียใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลในบทความ

รีวิวโบรกเกอร์

บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า ผลลัพธ์ของการเทรด Forex ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์หรือการวิเคราะห์ตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นตั้งแต่การเลือกโบรกเกอร์และความเข้าใจโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่แท้จริง เนื้อหาวิเคราะห์ต้นทุนการเทรดที่มากกว่าสเปรด เช่น ค่าคอมมิชชัน ค่า Swap และต้นทุนแฝงจากระบบการส่งคำสั่ง บทความอธิบายว่าสไตล์การเทรดที่แตกต่างกันต้องการโครงสร้างต้นทุนที่เหมาะสมต่างกัน พร้อมเตือนถึงค่าธรรมเนียมที่มือใหม่มักมองข้าม สรุปว่าการเข้าใจค่าธรรมเนียมแต่ละโบรกเกอร์อย่างรอบด้าน คือปัจจัยสำคัญในการปกป้องกำไรและความอยู่รอดในระยะยาวของนักเทรด

บทความนี้นำเสนอแนวคิดว่า การเลือกลงทุนระหว่าง Forex หรือหุ้น ไม่มีคำตอบตายตัวว่าตลาดใดดีกว่า แต่ขึ้นอยู่กับนิสัย วิธีคิด และจังหวะชีวิตของนักลงทุนแต่ละคน เนื้อหาวิเคราะห์ลักษณะของตลาด Forex ที่เหมาะกับผู้ชอบความเร็ว การตัดสินใจทันที และการรับมือกับความผันผวนสูง ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นเหมาะกับผู้ที่อดทน มองภาพระยะยาว และให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐาน บทความชี้ให้เห็นว่า ความแตกต่างที่แท้จริงของสองตลาดคือแรงกดดันทางจิตวิทยาที่นักลงทุนต้องเผชิญ สุดท้าย การรู้จักตัวเองและเลือกตลาดให้สอดคล้องกับธรรมชาติของตน คือจุดเริ่มต้นของการอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืน

บทความนี้นำเสนอการมองรูปแบบแท่งเทียน Forex ในมุมที่แตกต่างจากการเป็นสัญญาณเข้าเทรดสำเร็จรูป โดยชี้ให้เห็นว่าการจดจำชื่อแท่งเทียนโดยไม่เข้าใจบริบทตลาด อาจนำไปสู่ความสับสนและการตัดสินใจที่ผิดพลาด เนื้อหาวิเคราะห์กับดักที่นักเทรดมักเผชิญ เช่น การใช้แท่งเทียนสวนเทรนด์หลัก หรือการละเลยโครงสร้างตลาด บทความเน้นย้ำว่าแท่งเทียนคือภาพสะท้อนพฤติกรรมและจิตวิทยาของผู้เล่นในตลาด ไม่ใช่สูตรลัดทำกำไร และควรถูกใช้ร่วมกับแนวโน้มและบริบทที่เหมาะสม เพื่อให้การเทรดมีเหตุผลและเป็นระบบมากขึ้น
STARTRADER
Exness
IC Markets Global
EBC
D prime
GO Markets
STARTRADER
Exness
IC Markets Global
EBC
D prime
GO Markets
STARTRADER
Exness
IC Markets Global
EBC
D prime
GO Markets
STARTRADER
Exness
IC Markets Global
EBC
D prime
GO Markets